9 สัญญาณเตือน ว่าลูกคุณกำลังเสี่ยง โรคสมาธิสั้น

เกณฑ์การวินิจฉัย โรคสมาธิสั้น

(ตาม Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders)

หากพบอาการเหล่านี้ 6 ใน 9 ข้อ ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือทั้ง 2 กลุ่ม เป็นเวลานานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน ขึ้นไป

อาการขาดสมาธิ (Inattention)

  1. ขาดความละเอียดรอบคอบ หรือทำงานผิดจากความสะเพร่า
  2. ขาดความตั้งใจ ที่ต่อเนื่องในการทำงาน หรือการเล่น
  3. ดูเหมือนไม่ฟัง เมื่อมีคนพูดด้วย
  4. ไม่ทำตามคำสั่ง หรือทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่เสร็จ (โดยไม่ใช่เพราะดื้อหรือไม่เข้าใจ)
  5. ขาดการจัดระเบียบ ในการทำงาน หรือในกิจกรรมต่างๆ
  6. มักหลีกเลี่ยง หรือไม่อยากทำงานที่ต้องตั้งใจพยายาม (เช่น การทำการบ้าน)
  7. ทำของที่จำเป็นต้องใช้ หายบ่อยๆ (เช่น อุปกรณ์การเรียน)
  8. วอกแวกตามสิ่งเร้าได้ง่าย
  9. ขี้ลืมเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน

อาการอยู่ไม่นิ่ง-หุนหันพลันแล่น (hyperactivity-impulsivity)

  1. มักยุกยิกหรือนั่งไม่นิ่ง
  2. มักนั่งไม่ติดที่  เช่น ลุกจากที่นั่งในห้องเรียน หรือในที่ที่ควรนั่งอยู่กับที่
  3. มักวิ่งไปมา หรือปีนป่ายมากเกินควร (หรือมีแค่อาการกระวนกระวาย สำหรับผู้ที่เป็นวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่)
  4. เล่น หรือใช้เวลาว่างอย่างเงียบๆ ไม่ค่อยได้
  5. มักไม่อยู่เฉย หรือแสดงออกราวกับติดเครื่องยนต์ไว้ตลอดเวลา
  6. พูดมากเกินไป
  7. มักพูดโพล่งตอบ โดยไม่ทันฟังคำถามจนจบ
  8. มักไม่ค่อยรอจนถึงคิวของตน
  9. ขัดจังหวะผู้อื่น  เช่น พูดแทรก หรือสอดแทรกการเล่นของผู้อื่น

โรคสมาธิสั้น

(attention-deficit hyperactivity disorder) (ADHD)

เป็นภาวะบกพร่อง ในการทำหน้าที่ของสมอง ที่มีอาการหลักเป็นความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม ใน 3 ด้าน ได้แก่

  1. ขาดสมาธิที่ต่อเนื่อง
  2. ซนมากกว่าปกติ หรืออยู่ไม่นิ่ง
  3. ขาดการยั้งคิด หรือหุนหันพลันแล่น

โดยเริ่มแสดงอาการตั้งแต่ ในวัยเด็ก และส่วนใหญ่ มักเป็นต่อเนื่องไปจนถึงวัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ ในประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2555 พบว่า เด็กไทยมีความชุกของ โรคสมาธิสั้น ร้อยละ 6.5

นั่นหมายถึง ในแต่ละชั้นเรียนที่มีเด็กนักเรียน 40-50 คน จะมีเด็กสมาธิสั้นรวมอยู่ด้วย ถึง 2-3 คนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีเทคโนโลยี และสิ่งเร้ารอบตัวมากมาย อาจทำให้จำนวนของกลุ่มเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น รวมไปถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมอย่างคาดไม่ถึงมาก่อน

เด็กที่ป่วยโรคนี้หากไม่รักษา ร้อยละ 70 จะมีอาการจนถึงผู้ใหญ่ มีผลกระทบต่อเด็กทั้งในด้านการเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัว อาชีพ และสังคม

การรักษาโดยทั่วไป

1. จะเริ่มจากการปรับพฤติกรรม

  • มีการสร้างกรอบที่เหมาะสมให้กับเด็ก 
  • การย่อยงานโดยใช้คำสั่งที่สั้น และให้เด็กมีการทวนคำสั่งซ้ำ
  • การจัดห้องเรียน และสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน ให้เหมาะสมกับเด็ก เช่น ให้เด็กนั่งเรียนแถวหน้าสุด ใกล้โต๊ะครู

2. คุณพ่อคุณแม่ ช่วยปรับพฤติกรรมของลูก ซึ่งการดูแลเบื้องต้นง่ายๆ เช่น

  • งดเลี้ยงลูกด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยี 
  • หลีกเลี่ยงการให้ลูกอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ดูโทรทัศน์ เล่นคอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกม ถ้าอายุมากกว่า 2 ขวบ ให้อนุญาตได้ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงสำหรับทุกจอ
  • สร้างวินัยให้ลูก ให้กิน นอน เล่น เป็นเวลา ให้เด็กทราบว่าเวลาไหนควรทำอะไร เพื่อเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมตัวเอง

3. ถ้าลูกมีอาการค่อนข้างมาก

  • ให้พาไปปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำ

 

ลองตรวจเช็คกันดูนะครับ หากลูกที่คุณรักเข้าข่าย จะได้รีบช่วยดูแล และรักษา ได้อย่างถูกวิธี เพราะการดูแลเลี้ยงดู เด็กในกลุ่มนี้ ต้องอาศัยความเข้าใจ และการดูแลที่พิเศษกว่า เพื่อคนที่คุณรัก จะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี  และเป็นอนาคตของชาติต่อไปครับ 

ด้วยความปรารถนาดี ทีม Alpha-B

ผลิตภัณฑ์ Alpha-B ช่วยเสริมสร้างสมาธิ เพิ่มความจำ 

ปลดล็อคพลังสมอง

เรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด

  • วิจัยและพัฒนาโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • อ้างอิงด้วยผลวิจัยทางการแพทย์ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ
  • กระตุ้นคลื่นสมอง ระดับอัลฟา
  • เพิ่มสมาธิ ความจำ
  • บำรุงสมอง
  • ผ่านมาตรฐาน อย. GMP HACCP

คลิ๊ก ดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์